งานพิเศษ(?)
posted on 09 Oct 2009 20:13 by ten27905สวัสดีครับ ไม่ได้อัพบลอกมานานมาก
วันนี้เลยขอมาอัพอะไรสักเล็กน้อย
สาเหตุที่ไม่ได้อัพบลอกนานเพราะว่าตอนนี้ขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วครับ และ ยอมรับจริงๆว่าผมแบ่งเวลาไม่เป็นเลย และกลัวว่าจะเสียการเรียน เลยเลือกที่จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับเรื่องราวของการเรียนและครอบครัว
(กงเกมเดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้เล่นแล้ว โรงเรียนลูกบาศก์ก็ไม่กล้าเข้าไป กลัวติดพัน)
เรียกง่ายๆว่ากลัวอินเตอร์เน็ตครับ แหะๆๆ
พอขึ้นมาปีหนึ่งแล้ว มีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงมากๆ รู้สึกเหมือนเราเป็นปลาที่อยู่ดีๆก็ถูกจับโยนลงน้ำเย็น มันเหมือนจะทุรนทุราย เหมือนจะตายอยู่แล้วตอนช่วงใกล้สอบ
แต่พอรู้สึกตัวอีกที มันก็ผ่านไป และเราก็ค่อนข้างจะพอใจกับผลของมัน (แต่นี่มันยังไม่ใช่ชีวิตจริงนี่น๊า)
เอาล่ะ เข้าเรื่องครับ
คือ หนึ่งในเรื่องที่ผมรู้สึกขัดใจมากๆคือเรื่องงานพิเศษครับ ตั้งแต่เรียนมาเพื่อนผมหลายคนก็ทำงานพิเศษอยู่เรื่องๆ บางคนก็ไปเป็นพนักงานเสิร์ฟ บางคนก็ไปเป็นติวเตอร์ แต่ส่วนตัวผมไม่ค่อยเดือดร้อนเรื่องเงินน่ะครับ เลยไม่ได้ทำ
แต่พอปิดเทอมแล้ว ก็เริ่มอยากจะทำบ้างล่ะ
และพอเริ่มอยากทำ เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนเก่า (สมมติว่าเป็น A แล้วกันครับ) เก่าชนิดที่ว่าไม่ได้คุยกันมาตั้งแต่สมัย ป.6 แต่ดันโทรมาหาผมตอน ปี1 นี่แหละ
เขาโทรมาครับ แล้วก็มาชวนผมไปทำงานพิเศษ ซึ่ง....
เขาไม่สามารถให้รายละเอียดของงานได้ เขาบอกว่าต้องไปอบรมเอง ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง มีงานเลี้ยงหรูหรา มีการบรรยายเรื่องงานอย่างละเอียดด้วย แล้วงานที่ว่านี่จากที่เพื่อนผมเล่าให้ฟัง มันได้เงินสูงใช่เล่นเลยล่ะครับ
มีเหรอครับที่ผมจะไม่สนใจ 555+ (ที่สำคัญ 'ฟรี' ตลอดงา่น)
แต่ปรากฏว่า วันที่เพื่อนผมนัดดันไปชนกับวันที่ผมต้องเข้าค่ายของชมรมที่มหาวิทยาลัยพอดี ผมเลยไปไม่ได้ครับ เขาก็บอกว่าน่าเสียดายนะ แต่ไม่เป็นไร ไว้โอกาสหน้า ซึ่งผมก็ดีใจครับที่มันยังมีโอกาสอยู่
ผมก็มาค่ายอย่างสบายครับ พอวันสุดท้ายที่กำลังจะกลับ เป็นทริปเที่ยวตลาดน้ำอัมพวา
ก็มีเพื่อนผมอีกคนครับ ซึ่งอยู่มาวิทยาลัยคณะและภาควิชาเดียวกันกับผม(สมมติว่า B ) โทรมาาผมครับ มาคุยทั้งหมดสองเรื่อง
คือเรื่องลดน้ำหนัก และ เรื่องงานพิเศษ ผมก็สนใจอีกแล้วครับ แต่ในความสนใจนั้นมันเจือไปด้วยความสงสัยเล็กๆ
ว่า.... ตกลงจะให้เราเป็นลูกค้าเขา หรือ จะให้เราไปเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของเขากันแน่
แต่เรื่องลดน้ำหนักที่ผมสนใจมากครับ สนใจขนาดขว้างความสงสัยนั่นทิ้งไปเลยล่ะ (ก็นะ... คนพยายามมาเทอมนึงลดไปแค่สองสามโล T-T )
B ก็บอกว่า ให้โทรไปคุยกับพี่อีกคนหนึ่งซึ่งสนิทกับ B ครับ แต่ก่อนจะวางสาย ผมเลยถือโอกาสถามเรื่องงานครับว่ารายละเอียดเป็นยังไง
ปรากฏว่า แม่งเหมือนกับ A เป๊ะๆ เลยครับ ผมก็เริ่มตะขิดตะขวงใจหนักขึ้น มันคืออะไร?
ผมก็เลยบอกไปตามฟอร์มว่าขอคิดดูก่อน แล้วก็โทรไปหาพี่คนที่เป็นที่ปรึกษาการลดน้ำหนักครับ
พอโทรไปก็รู้สึกไม่ผิดหวังเลยครับ เพราะพี่เขามีความรู้มากๆ เขาก็ถามข้อมูลทางด้านโภชนาการผมไปครับ ถามไปอย่างละเอียดเลยนะครับ แล้วก็วิเคราะห์ให้ผมฟังว่าผมมีความผิดปกติที่จุดไหน... แล้วก็บอกมาเป็นรายการเลยครับว่า ลำไส้เรามีปัญาเรื่องการดูดซึมนะ มีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ตามลำไส้นะ เปรียบเทียบลำไส้เราเป็นท่อน้ำทิ้งซะงั้น ฟังแล้วเฟลโคตรๆครับ
แต่โดยความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ผมว่าสิ่งที่เขาพูดมันมีมูลก็จริงแต่ว่ามันฟังดูไม่เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนักโภชนาการตามที่เขาอ้างน่ะครับ
ผมยอมรับว่าถึงแม้ว่าตัวผมจะเรียนทางวิทยาศาสตร์สุขภาพอยู่ ข้อมูลพวกนี้น่ะพอรู้อยู่แล้วว่าจริงๆมันเป็นอย่างไร ถึงอย่างนั้น .... มันก็เขวอ่ะครับ มันเกิดความคิดขึ้นมาลึกๆว่า
เฮ้ย...มันอาจจะเป็นไปได้ก็ได้นะเว้ย
แล้วเขาจะย้ำมากๆครับว่า นี่เป็นโอกาสที่เข้ามาในชีวิตนะ ไม่ใช่ความฝัน แล้วก็ชอบถามย้ำเรื่อยๆครับว่า ผมตั้งใจจะลดน้ำหนักจริงๆใช่ไหม ผมก็อืมๆครับ ไม่ได้รู้สึกเลยว่ามันแปลกๆ แล้วพี่เขาก็ขอให้ผมหยิบกระดาษขึ้นมาจดรายละเอียดครับ แต่ตอนนั้นผมกำลังจะหอบของออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อกลับบ้านพอดี สภาพรุงรังมาก เลยบอกพี่เขาว่าไม่ได้ ถึงบ้านแล้วจะโทรหาอีกที พี่เขาก็โอเคครับ
พอมาถึงบ้านผมก็โทรไปอีกที แล้วพี่เขาก็เริ่มบรรยายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ต้องใช้ครับ ซึ่งผมไม่รู้ว่าก่อนว่ามันต้องใช้ ผมนึกว่าเป็นเหมือนกับที่ปรึกษาทางด้านโภชนาการอะไรอย่างนั้นครับ คำว่า 'ฟรี'ที่อยู่ในหัวมันพังทลายไปพร้อมกับความเชื่อถือเลยครับ สรุปว่าพอพูดเรื่องเงินกันแล้ว ความเชื่อถือที่อุส่า์สร้างมาจนเป็นรูปเป็นร่างของพี่เขา ก็จบกันครับ (ผมคงงกมากไปด้วยแหละนะ แหะๆๆ)
แต่ผมก็ฟังไปครับว่าต้องใช้อย่างนั้นอย่างนี้ มีสินค้าอยู่ตัวหนึ่งครับที่ยิ่งทำให้ผมหมดความเชื่อถือลงอย่างมาก
มันเป็นอาหารครับ คล้ายนมผง ใช้กินแทนข้าว ให้พลังงานน้อย แต่ให้สารอาหารครบ 5 หมู่ทันที
............
บ้าแล้วววววววววววววววววว!!!
(วลีข้างบนนี้มอบให้ทั้งพี่เขา และ ตัวผมเองที่เสือกเผลอไปเชื่อเป็นตุเป็นตะกับพี่เขาในตอนแรกด้วย)
แล้วพอสรุปๆออกมา เขาบอกว่า ผมต้องใช้เงินประมาณ 3500 บาทครับ
...........
กูเอาไปซื้อสปอนเซอร์กิน หลังจากกูว่ายน้ำออกกำลังกายดีกว่ามั้ย???
ผมก็อืมๆไปครับ แล้วตอนหลังพี่เขาก็ไซโคมาครับว่า โปรโมชั่นนี้นะลด 80% หมดภายในวันที่ 15 ต.ค.
และ
"ถ้าน้องสนใจยังไงติดต่อกับ น้อง B นะคะ"
........
ถ้าให้ผมตีความ ก็น่าจะหมายความว่า เพื่อนผม เป็นลูกมือพี่เขา ใช่ไหมครับ?
แต่ผมก็พยายามจะไม่หลุดปากถามอะไรออกไปมากครับ ผมเลยแค่ถามชื่อบริษัทพี่เขามา แล้วเอามาถาม Google
ก็เจอเลยครับ ว่า มีคนมาเล่าใ้ห้ฟังถึงวิธีการรับสมัครงานของบริษัทนี้ (ขอโทษด้วยนะครับ ที่ไม่สามารถแปะลิ๊งค์ใดๆ หรือบอกชื่อบริษัทได้ เพราะเขาอาจจะมาเอาความได้น่ะครับ) มันเหมือนกับที่ผมได้ฟังจาก A กับ B เลยครับ ถึงผมจะไม่แน่ใจว่า A กับ B ทำงานที่เดียวกันหรือเปล่า แต่วิธีรับสมัครงานแปลกๆแบบนี้ คงไม่ต้องคิกมากล่ะครับ
เอาไปเลย 109 มงกุฎ เหอะๆๆๆๆ
ผมเลยเอาเรื่องนี้ไปคุยกับแม่ครับว่า ผมสมควรจะทำยังไง
แม่ผมก็บอกครับว่า บริษัทพวกนี้น่ะมันเหมือนลูกโซ่ ที่หลอกคนไปเรื่อยๆ พอคนที่โดนหลอกเข้ามาอยากได้เงินคืนขาก็ต้องทำงานเพื่อรับเปอร์เซ็นคืนในส่วนของที่เขาเสียไป เผลอๆถ้าติดใจก็อาจจะกลายเป็นร่วมขบวนการไปด้วยซะงั้น
ผมเลยรู้สึกว่า อยากจะให้เพื่อนผมหยุกน่ะครับ ออกมาจากวงจรนี้เถอะ ทั้งสองคน
แม่ผมก็บอกว่า ไม่ต้องไปพูดหรอก เสียเวลาเปล่า เพราะเรื่องพวกนี้มันก็เหมือนความเชื่อ คือเขาเชื่อในสินค้าของเขา ถ้าเราไม่เชื่อเราก็แค่ไม่ซื้อ และก็ไม่ต้องไปยุ่ง เพราะเราไม่สามารถไปบังคับความคิดเขาได้
ผมก็ยังรู้สึกไม่ดีอยู่ดีครับ แล้วสักพักแม่ผมก็บอกว่า ของฟรีน่ะไม่มีหรอก นอกจากพ่อและแม่เท่านั้นและ
..... กระแทกเข้ากลางกบาลครับ แล้วเมื่อกี๊ที่เราตั้งความหวังไว้นักหนาว่าเรากำลังจะได้ของ 'ฟรี' นั่นมันไร้สาระเป็นบ้า
แล้วอีกอย่าง ใช่ว่าเราจะรู้แน่นอนซะเมื่อไหร่ว่าของเขาไม่ดีจริง อาจจะมีคนใช้แล้วได้ผลจริงๆเขาเลยเข้ามาร่วมเป็นตัวแทนขายด้วย
แต่ในเมื่อเราไม่เชื่อ ก็คือไม่เชื่อ ปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ น่าจะดีที่สุดแล้ว
คิดๆไปแล้ว ต่อใ้ห้ในตัวผมเป็นอะไรๆ เลวร้ายขนาดที่พี่คนนั้นว่าจริงๆ
... แต่ตอนนี้ผมก็ยังใช้ชีวิตได้ปกติ แข็งแรงดี ผมก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องไปดิ้นรนหาอะไรมาทำให้มันมีอะไรเพิ่มเติมขึ้นมานี่นะ
พอใจในสิ่งที่เรามีดีที่สุดแล้วจริงๆแหละครับ
แต่ยังไงผมก็หวังอยู่ลึกแหละครับว่า
เพื่อนผมทั้งสองคนจะรู้สึกตัว แล้วก็ถอนตัวออกมาจากสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ได้เสียที